รู้จักลูกค้าก่อนตอบ: ใช้ประวัติและ Custom Attribute ใน Chatwoot ให้เป็นประโยชน์

เมื่อทีมตอบแชทได้คล่องแล้ว จุดที่ทำให้คำตอบดีขึ้นอีกขั้นไม่ใช่การพิมพ์เร็วขึ้น แต่คือการรู้จักคนอีกฝั่งก่อนกดตอบ บทความนี้พาดูว่า Chatwoot เก็บอะไรไว้เกี่ยวกับลูกค้าแต่ละคนบ้าง และจะใช้ข้อมูลนั้นให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไรเมื่องานเริ่มมีปริมาณมากขึ้น

Chatwootดูแลลูกค้าCustom Attribute

01 — จากข้อความหนึ่งชุด สู่ความสัมพันธ์กับคนคนเดียวกัน

ทุกคนที่ทักเข้ามาใน Chatwoot จะกลายเป็น contact หนึ่งรายการ และหน้าโปรไฟล์ของ contact คือที่รวมทุกอย่างที่ทีมรู้เกี่ยวกับคนคนนั้นไว้ในที่เดียว ทั้งข้อมูลติดต่อพื้นฐาน องค์กรที่สังกัด บทสนทนาทุกรายการที่เคยคุยกันไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหน ข้อมูลกำหนดเอง และบันทึกอิสระที่ทีมจดไว้

ประโยชน์จะชัดเจนที่สุดตอนที่ลูกค้าคนเดิมกลับมาทักอีกครั้ง แทนที่จะเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง ทีมสามารถเปิดโปรไฟล์แล้วเห็นทันทีว่าครั้งก่อนคุยเรื่องอะไรไว้

ก่อนตอบเรื่องที่ไม่ใช่คำถามซ้ำ ๆ ลองกวาดตาดูสามอย่างในแผงข้อมูล contact: ชื่อที่ควรใช้เรียกลูกค้า บทสนทนาก่อนหน้าที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังคุย และข้อมูลกำหนดเองที่ดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มักเปลี่ยนคำตอบที่ควรให้

  • Identity — ชื่อ อีเมล เบอร์โทร รูปโปรไฟล์ และภาษาที่ใช้
  • Company — องค์กรที่ contact สังกัด สำหรับทีมที่ขายแบบ B2B
  • Conversations — บทสนทนาทุกรายการที่เคยมีกับ contact นี้ในทุกช่องทาง
  • Custom Attributes — ข้อมูลกำหนดเองที่ทีมติดตามเกี่ยวกับ contact นี้โดยเฉพาะ
  • Notes — บันทึกอิสระเกี่ยวกับลูกค้า แยกจาก private note ในแต่ละบทสนทนา

02 — Custom Attribute: ข้อมูลเล็ก ๆ ที่ทำให้คำตอบฉลาดขึ้น

ฟิลด์มาตรฐานอย่างชื่อหรืออีเมลเป็นข้อมูลที่ใช้เหมือนกันในทุกธุรกิจ ส่วน custom attribute คือฟิลด์ที่ทีมกำหนดเองให้ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจของตัวเองสนใจจริง ๆ เช่น แพ็กเกจที่ลูกค้าสมัคร วันที่สมัครใช้งาน หรือ account ID

ข้อมูลกำหนดเองมีสองแบบ: แบบที่ผูกกับตัวบุคคล เช่น แพ็กเกจหรือวันที่สมัคร กับแบบที่ผูกกับบทสนทนาหนึ่ง ๆ เช่น หมายเลขคำสั่งซื้อหรือระดับความรุนแรงของปัญหา เลือกให้ถูกประเภทตั้งแต่ตอนสร้าง เพราะจะกำหนดว่าข้อมูลนั้นติดอยู่กับคนหรือติดอยู่กับเรื่องที่คุยครั้งนั้น

ประโยชน์จริงของ custom attribute ไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลเก็บไว้เฉย ๆ แต่อยู่ที่การเอาไปใช้ต่อได้ทันทีในหน้าจอที่ทีมใช้งานอยู่แล้ว

  • ใช้เติมตัวแปรใน canned response ให้ข้อความส่วนตัวขึ้นโดยไม่ต้องพิมพ์เอง เช่น ดึงชื่อแพ็กเกจของลูกค้ามาใส่อัตโนมัติ
  • ใช้เป็นเงื่อนไขในตัวกรอง เพื่อดูเฉพาะบทสนทนาของลูกค้ากลุ่มที่สนใจ
  • ใช้เป็นเงื่อนไขใน automation rule เพื่อส่งลูกค้ากลุ่มสำคัญไปให้ทีมที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ

03 — เมื่อวันหนึ่งมีหลายสิบบทสนทนาที่ต้องจัดการพร้อมกัน

บางวันงานเข้าคิวปกติดี แต่บางวันอาจมีบทสนทนาใหม่หลายสิบรายการเข้ามาพร้อมกันจากเหตุขัดข้องเดียวกัน การไล่เปิดทีละบทสนทนาเพื่อทำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ไม่ใช่วิธีที่คุ้มเวลา

bulk action ให้ทีมเลือกหลายบทสนทนาพร้อมกันแล้วจัดการทีเดียว ทั้งมอบหมายผู้รับผิดชอบ เพิ่มหรือลบ label และเปลี่ยนสถานะ เช่น resolve หรือ snooze ทั้งชุด

ข้อควรระวังคือ bulk action เหมาะกับงานที่ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะทำอะไรกับกลุ่มนี้ ไม่ใช่เครื่องมือแทนการอ่านและตัดสินใจทีละเรื่อง ถ้ายังไม่แน่ใจว่าแต่ละบทสนทนาควรได้รับการตอบแบบไหน การเปิดอ่านทีละรายการยังจำเป็นอยู่

04 — ตัวกรองที่บันทึกไว้ ยิ่งสะสมยิ่งคุ้ม

เมื่อสร้างตัวกรองที่มีหลายเงื่อนไข เช่น สถานะเปิดอยู่ ผู้รับผิดชอบคนหนึ่ง และมี label เฉพาะ แล้วบันทึกไว้เป็น folder ครั้งต่อไปที่ต้องดูมุมมองเดิมก็เปิดได้ในคลิกเดียว โดยผลลัพธ์จะอัปเดตตามข้อมูลปัจจุบันเสมอ ไม่ใช่ภาพนิ่งที่ค้างไว้

แนวคิดเดียวกันนำไปใช้กับสมุดรายชื่อ contact ได้ในชื่อ segment เช่น รายชื่อ contact ทั้งหมดที่ใช้แพ็กเกจระดับสูงและติดต่อมาในเดือนนี้ กลายเป็นมุมมองที่เรียกดูซ้ำได้ทุกเมื่อ

หลักง่าย ๆ ที่ใช้ตัดสินใจว่าควรบันทึกเป็นตัวกรองหรือไม่: ถ้าพิมพ์คำค้นหรือตั้งเงื่อนไขเดิมซ้ำมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาบันทึกไว้เป็น folder หรือ segment แล้ว

ดูบทความทั้งหมด

มีงานที่อยากให้ Software, AI หรือ Automation ช่วยอยู่ไหม?

เล่า workflow หรือปัญหาที่ทีมกำลังเจอ เราช่วยดูได้ว่าควรใช้ระบบสำเร็จรูป เชื่อมเครื่องมือเดิม หรือพัฒนาเพิ่มเฉพาะส่วนไหน

คุยกับเราทาง LINEhello@room64.net